ayura pinklady อายูร่า พิ้งค์เลดี้
หน้าแรก ผลิตภัณฑ์ เกี่ยวกับบริษัท แผนการตลาด กรณีศึกษาผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ ทีมงาน/Up-line นานาสาระน่ารู้ ระบบสมาชิก เว็บบอร์ด ติดต่อเรา

สาระน่ารู้เกี่ยวกับสมุนไพร อายูร่า พิ้งค์เลดี้

โปรไบโอติก (Probiotic ) คืออะไร ?

คำว่า โปรไบโอติก (Probiotic) ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในรายงานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของ Lilly และ Stillwell ในปี พ.ศ. 2508
เพื่อกล่าวถึงสารที่จุลินทรีย์ชนิดหนึ่งขับออกมา และช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นการทำงาน ที่ตรง
ข้ามกับการทำงานของยาปฏิชีวนะ (antibiotic) ที่จะทำลายจุลินทรีย์เกือบทุกชนิด

ในปี พ.ศ. 2517 Parker ได้ให้คำจำกัดความว่า โปรไบโอติก คือสิ่งมีชีวิตและสารเคมีที่มีผลต่อสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ คำจำกัด
ความล่าสุด ซึ่งเสนอโดย Fuller ในปี พ.ศ. 2532 อธิบายคำว่า
โปรไบโอติกคืออาหารเสริมซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีชีวิตสามารถก่อประโยชน์
ต่อร่างกายของสิ่งมีชีวิตที่มันอาศัยอยู่ โดยการปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในร่างกาย
คำว่าจุลินทรีย์ (micro-organism) หมายถึงสิ่งมีชีวิตซึ่งส่วนใหญ่มีขนาดเล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ที่อาจมีโทษหรือมีประโยชน
์ต่อเราก็ได้ แบ่งออกได้เป็น 4 ชนิดใหญ่ๆ คือ ไวรัส, ราหรือยีสต์, แบคทีเรีย และ พาราไซต์

- ไวรัส เป็นจุลินทรีย์ที่มีขนาดเล็กที่สุดได้แก่ เชื้อเอดส์, งูสวัด, และ เริม เป็นต้น

- ราหรือยีสต์ ได้แก่ โรคผิวหนังที่ขึ้นตามที่อับชื้น มักทำให้มีอาการคัน

- พาราไซต์ ได้แก่ เชื้อไข้มาเลเรีย

- แบคทีเรีย น่าจะเป็นคำที่รู้จักแพร่หลายมากที่สุดในบรรดาจุลินทรีย์ที่กล่าวมาแล้ว และคนก็มักนึกถึงแต่เชื้อโรคอย่างเดียวตัวอย่างของ
แบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคได้แก่ เชื้อวัณโรค เชื้อที่ทำให้เจ็บคอ หรือเชื้อที่ทำให้เราท้องเสียจากอาหารเป็นพิษ เป็นต้นแต่ยังมีแบคทีเรียที่ดี
มีประโยชน์ต่อร่างกายเรา ได้แก่ แบคทีเรีย ที่ผลิตกรดแลคติกได้ ซึ่งอาจเรียกว่า แลคติกแอซิดแบคทีเรีย แบคทีเรียที่ดีเหล่านี้ คือ
โปรไบโอติกนั่นเอง ได้แก่ แลคโตบาซิลัส อะซิโดฟิลลัส (Lactobacillus acidophilus), เอนเทอโรคอคคัสฟีคาลิส (Enterocossus
faecalis), สเตรปโตคอคคัส เทอร์โมฟิลัส (Streptococcus thermophilus) และ ไบฟิโดแบคทีเรียมไบฟิดัม (Bifidobacterium bifidum)

แบคทีเรียที่ดี มีประโยชน์ต่อเรานี้ อาศัยอยู่ในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ของเรา ตั้งแต่เราเกิดเป็นทารก ทำหน้าที่ช่วยย่อยอาหารและผลิต
สารอาหารที่ดีมีประโยชน์ให้กับเรา ได้แก่ กรดอะมิโน กรดแลคติก พลังงาน ไวตามินเค ไวตามินบีและสารปฏิชีวนะธรรมชาติหลายชนิด
ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้.-

1. กรดแลคติกที่แบคทีเรียผลิตออกมา จะทำให้สภาวะภายในลำไส้ มีความเป็นกรดมากพอที่จะยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียก่อโรค
2. ทำให้ระบบขับถ่ายดี ไม่เกิดการหมักหมมของของเสียในร่างกาย เป็นการลดอัตราเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็ง
ลำไส้ใหญ่ และมะเร็งตับ
3. ไวตามินบีที่ได้ จะทำให้เซลล์ในระบบภูมิต้านทานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และยังทำให้มีการผลิตเม็ดเลือดแดงดีขึ้นด้วย
4. ช่วยยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง และกำจัดสารก่อมะเร็งบางชนิด
5. แลคติกแอซิดแบคทีเรีย ยังช่วยลดระดับน้ำตาลและโคเลสเตอรอลในเลือดด้วย
6. นอกจากนี้ ยังผลิตเอนไซม์แลคเตส ซึ่งช่วยย่อยน้ำตาลในนม ทำให้เราไม่มีอาการท้องอืดจากการดื่มนม และช่วยให้การดูดซึม
แคลเซียมดีขึ้น

เอกสารอ้างอิง :ธารารัตน์ ศุภศิริ, (2542) PROBIOTIC : แบคทีเรียเพื่อสุขภาพ, วารสารวิทยาศาสตร์ 53 (6)357-360


สมุนไพรเสริมสร้างสุขภาพ ต้านโรคร้ายจากความเสื่อมทางร่างกาย

กิจการงานเสริมสร้างรายได้ ต้านความจนจากความเสื่อมทางเศรษฐกิจ

ปัจจุบันคนส่วนใหญ่เจ็บป่วยด้วยโรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย ซึ่งต้องไปพบแพทย์เป็นประจำหรือต้องทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง เช่น
อาการปวดเมื่อยตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ชาตามมือเท้า ไม่มีแรง อ่อนเพลีย เบาหวาน ความดัน โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ โรคเส้นเลือด
ไขข้ออักเสบ เหน็บชา อัมพฤต อัมพาต ภูมิแพ้ ไมเกรน หอบหืด เครียด นอนไม่หลับ ความจำไม่ดี ปวดท้องด้วยโรคกระเพาะหรือลำไส้
โรคเสื่อมสมรรถภาพของท่านชาย โรคสตรีปวดประจำเดือนหรือมาไม่ปกติ โรคเรื้อรับต่าง ๆ เช่น เอดส์ มะเร็ง ซึ่งโรคเหล่านี้มักเกิดจากการ
ใช้ชีวิตประจำวันที่มีการสะสมสารพิษเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีการต่าง ๆ ดังนี้

1. การทานอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการและมีสารเคมี เช่น ทานเนื้อหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดง, เนื้อไก่ที่มีสารเร่งโต, กุ้งที่มีสารตะกั่ว, ลูกชิ้นไส้กรอก
ท๊ี่มีสารบอแร็กซ์, น้ำนมที่มีสารเร่งการผลิต, พืชผักผลไม้ที่มียาฆ่าแมลง อาหารสำเร็จรูปที่มีผงชูรส หรือทานยาเคมีที่มีสารตกค้าง

2. อากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษ เช่น ฝุ่นละออง สารตะกั่ว ปรอท สารระเหย ควันรถ ควันบุหรี่ ฯลฯ

3. อาการเครียด จากความเร่งรีบในการทำงาน ความบีบคั้นทางการเงิน ความขัดแย้งทางครอบครัว การพักผ่อนไม่เพียงพอ ขาดการออกกำลังกาย

4. อาชีพและนิสัยส่วนตัว เช่น อาชีพที่ต้องอยู่กับสารเคมี อาชีพที่นั่งนาน ๆ ยืนนาน ๆ อาชีพที่ทำงานกลางคืนนอนกลางวัน หรือมีนิสัยติดบุหรี่ ติด
สุรา ติดสารเสพติด

กระทรวงสาธารณะสุขโดยกองแพทย์ทางเลือกจึงแนะนำให้ใช้หลักธรรมชาติบำบัด แนะนำให้ใช้สมุนไพรในการป้องกันและบำบัดโรค เนื่องจาก
ความเสื่อมทางร่างกาย เช่นเดียวกับแพทย์แผนจีนโบราณซึ่งใช้สมุนไพรในการบำรุงและรักษาโดยเฉพาะสมุนไพรที่ขึ้นชื่อเช่น ตังถั้งเถ้า, ตังกุยเถ้า
เต็กยัง, ปักตังเซียม, เทียนตง ฯลฯ
-------------

      


ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma longa Linn. วงศ์ ZINGIBERACEAE 
   ชื่อท้องถิ่น : ขมิ้น (ทั่วไป)
   ขมิ้นป่า ขมิ้นทอง ขมิ้นดี ขมิ้นแกง ขมิ้นหยอก ขมิ้นหัว(เชียงใหม่) ขี้หมิ้น หมิ้น (ใต้) ตายอ
(กะเหรียงกำแพงเพชร)   สะยอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
           
   ลักษณะ 
:   
   ไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูง 30-90ซม.เหง้าใต้ดินส่วนตรงกลาง   มีขนาดใหญ่รูปไข่ มีแขนงรูปทรง
กระบอก แตกออกด้านข้าง 2ด้าน   ตรงข้ามกันคล้ายนิ้วมือเนื้อในเหง้าสีเหลืองเข้ม มีกลิ่นเฉพาะ
   ใบเดี่ยว แทงออกจากเหง้า เรียงเป็นวงซ้อนทับกัน รูปใบหอก กว้าง 12-15ซม.ยาว
30-40ซม.ดอกช่อ แทงออกจากเหง้า   แทรกขึ้นมาระหว่างก้านใบรูปทรงกระบอก กลีบดอก
สีเหลืองอ่อน   ใบประดับสีเขียวอ่อน หรือสีนวล บานครั้งละ 3-4 ดอก
   ผลเป็นผลแห้ง รูปกลม มี 3 พู

สารสำคัญ
   มีน้ำมันหอมระเหยประมาณ 3-4%และ เคอร์คิวมิน (Curcumin)   ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่าbis-(4-hydroxy-3-methoxycinnamoyl)  
-methane, sodium curcuminate   ฤทธิ์แก้ท้องอืดเกิดจาก น้ำมันหอมระเหย เคอร์คิวมิน และสารอื่นๆ อีกหลายชนิด   พบว่า
เคอร์คิวมิน มีฤทธิ์ ยับยั้งการเจริญเติบโต   และลดการใช้กลูโคส ของเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ จึงลดการเกิดก๊าซลงด้วย   พบว่า เคอร์คิวมิน
และ p-tolyl methyl-carbinol   สามารถเพิ่มเอนไซม์ ช่วยย่อยอาหาร และขับน้ำดี และ เคอร์คิวมิน  น่าจะป็นสารออกฤทธิ์
กระตุ้นการหลั่ง secretin และ gastrin   ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นให้มี การหลั่งน้ำดีมากขึ้นเป็นผลให้การย่อยอาหารดีขึ้น   ยังพบว่า
เคอร์คิวมิน, p-coumaaroyl feruloylmethane และ di-p-coumaroyl methaneมีฤทธิ์ป้องกันตับอักเสบเนื่องจากสารพิษด้วย
   จะเห็นว่าฤทธิ์ในการรักษาอาการจุกเสียดแน่นท้องของขมิ้นชัน เกิดจากสารสำคัญหลายชนิด


      

กระชายดำ

       ชื่อสามัญ / ชื่ออังกฤษ    Boesenbergia

       ชื่อวิทยาศาสตร์    Boesenbergia pandurata (Roxb.) Schltro ,   วงศ์     Zinggiberaceae

       ชื่ออื่น / ชื่อท้องถิ่น    กะแอน ระแอน (ภาคเหนือ) ขิงทราย (มหาสารคาม)
       ว่านพระอาทิตย์ (กรุงเทพ)

       ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
       กระชายเป็นพืชล้มลุก มีเหง้าหรือลำต้นอยู่ใต้ดิน ซึ่งมีลักษณะเรียวยาว อวบน้ำ       ตรงกลางเหง้าจะพองคล้ายกระสวย ออกเกาะกลุ่มกัน
เป็นกระจุก มีสีน้ำตาลหรือ น้ำตาลแกมส้ม กระชายมีอยู่สามชนิด คือ กระชายเหลือง กระชายดำ       และกระชายแดง แต่คนนิยมให้กระชาย
เหลืองมากกว่าชนิดอื่น       ใบกระชายเป็นใบเดี่ยวออกสลับกัน สีค่อนข้างแดง ใบมีขนาดยาวรีรูปไข่       ปลายใบแหลมมีขนาดใหญ่
สีเขียวอ่อน โคนใบเป็นกาบหุ้มซ้อนกันออกดอกเป็นช่อที่ยอด ดอกมีสีขาวหรือขาวปนชมพู ผลของกระชายเป็นผลแห้งนิยมปลูกเป็นพืชสวนครัว

       สารสำคัญที่พบ
       รากและเหง้าของกระชายมีน้ำมันหอมระเหยซึ่งประกอบไปด้วยสารไพนีน (Pinene)       แคมฟีน (Camphene) เมอร์ซีน (Myrcene)
       ไลโมนีน (Limonene) บอร์นีออล (Borneol) และการบูร (Camphor) เป็นต้น

       สรรพคุณ
       กระชายมีรสเผ็ดร้อน สารสำคัญในรากและเหง้ากระชายมีฤทธิ์ยับยั้ง       การเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ ช่วยขับลม แก้ท้องอืด
ท้องเฟ้อ       ช่วยเจริญอาหารและแก้โรคในช่องปาก และเป็นยาอายุวัฒนะ

www.pinkladyherbal.com โทร 086-3118810